LINE it!
 @allkaset





  • ขิง

    �������
    ขิง (Zingiber officinale) เป็นพืชที่นิยมปลูกกันอย่างกว้างขวางในจังหวัดต่างๆ ทั้งทางภาคใต้ ซึ่งเป็นแหล่งดั้งเดิม ได้แก่ ที่จังหวัดชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ ภาคกลางที่จังหวัดนครปฐม ปทุมธานี กาญจนบุรี และภาคเหนือที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เชียงใหม่ เชียงราย เนื่องจากเป็นพืชที่ให้ผลผลิตสูง จำหน่ายได้ราคาดี ส่วนที่นำไปใช้ประโยชน์มากคือส่วนของลำต้นใต้ดิน (rhizome) ที่เรียกว่า แง่งขิง นอกจากใช้บริโภคสด เป็นเครื่องเทศ ประกอบอาหารคาวหวานแล้ว ยังสามารถนำมาทำเป็นเครื่องดื่ม ยารักษาโรค และผลิตภัณฑ์ต่างๆส่งจำหน่ายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ขิงจึงเป็นพืชที่สำคัญทางเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่มีแนวโน้มที่ดีถ้าสามารถเพิ่มผลผลิตและหาตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นได้
    ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber officinale Roscoe
    วงศ์ : Zingiberaceae
    ชื่ออื่น : ขิงแกลง, ขิงแดง (จันทรบุรี) , ขิงเผือก (เชียงใหม่) , สะเอ (แม่ฮ่องสอน) , ขิงบ้าน, ขิงแครง, ขิงป่า, ขิงเขา, ขิงดอกเดียว (ภาคกลาง) , เกีย (จีนแต้จิ๋ว)

    ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

    เหง้า/ลำต้นใต้ดิน
    ขิงเป็นพืชในกลุ่มเดียวกันกับข่า และขมิ้น มีลำต้นขึ้นแน่นเป็นกอ โดยมีลำต้นแท้ที่เป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน ซึ่งมักเรียก แง่งขิงหรือหัวขิง (Rhizome) ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้นำมาบริโภค และใช้ประโยชน์มากที่สุด หัวขิงมีลักษณะเป็นแท่งสั้น แตกแขนงออกเป็นแง่งย่อย เปลือกของแง่งหรือหัวมีสีขาวอมเหลืองหรือสีเหลืองอ่อนตามสายพันธุ์ มีแผ่นเปลือกนอกหุ้มเป็นแผ่นสีน้ำตาลแกมเหลือง และมีรากฝอยแตกออกจากแง่ง เนื้อด้านในมีสีเหลือง มีกลิ่นหอมเฉพาะ ส่วนลำต้นเทียมที่โผล่เหนือดินจะประกอบด้วยแกนลำที่มีลักษณะเป็นปล้อง ถูกหุ้มด้วยกาบใบเรียงตามความสูง

    ใบ และลำต้นเทียม
    ใบ และกาบใบเป็นส่วนหนึ่งของลำต้นเทียมที่แทงออกจากเหง้าหรือลำต้นใต้ดิน สูงจากพื้นดินประมาณ 0.30-1 เมตร ประกอบด้วยแก่น กาบใบ และใบ ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ใบมีสีเขียวเข้ม� มีขนเล็กๆ ขึ้นตามใบ ใบส่วนยอดชันตั้งตรง ใบล่างโค้งพับลงด้านล่าง ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลมม้วนงอ กว้างxยาว ประมาณ 1.8-4 x 15-20 เซนติเมตร มีเส้นกลางใบมองเห็นอย่างชัดเจน

    ดอก
    ขิงออกดอกเป็นช่อ แต่เป็นพืชที่ไม่ค่อยออกดอกหรือติดเมล็ด แต่พบการออกดอกบ้างในบางพันธุ์ และสภาพแวดล้อมที่ปลูก ช่อดอกออกตรงใจกลางของเหง้า มีก้านช่อยาว 10-20 เซนติเมตร ประกอบด้วยดอก และกลีบดอกจำนวนมาก กลีบดอกยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร กลีบดอกมีสีเหลืองแกมเขียว เมื่อดอกบานมีสีแดงสดสวยงาม


    พันธุ์ขิง

    �������1. ขิงจาไมก้า เป็นขิงที่มีคุณภาพ และเป็นที่ต้องการของภาคอุตสาหกรรมมากที่สุด เป็นพันธุ์ที่มีแง่งขิงคล้ายนิ้วมือ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ
    - กลุ่มแรก จะเป็นขิงที่มีขนาดใหญ่ แง่งขิงขนาดประมาณ 2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 17-22 เซนติเมตร หรือมีขนาดใหญ่กว่านี้
    - กลุ่มที่สอง และกลุ่มที่สาม เป็นขิงที่มีแง่งขนาดเล็ก มีคุณภาพน้อยกว่าขิงกลุ่มแรก ผิวเปลือกของแง่งมีสีเหลืองอ่อน หรือสีเหลืองอมน้ำตาลจนถึงสีเหลืองส้ม เนื้อขิงมีรสชาติดี มีกลิ่นหอม เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ

    �������2. ขิงอินเดีย จัดเป็นขิงที่มีแป้งมาก และมีรสเผ็ด แต่มีกลิ่นแรงกว่า และมีน้ำมันหอมระเหยกลิ่นมะนาวสูงกว่าขิงจาไมก้า แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ
    - กลุ่มแรก เป็นขิงที่มี 3 นิ้ว หรือ 3 แง่ง
    - กลุ่มที่2 เป็นขิงที่มี 2 นิ้ว หรือ 2 แง่ง
    - กลุ่มที่ 3 เป็นขิงที่เป็นชิ้นเดี่ยวๆ
    ตลาดขิงของประเทศอินเดีย ได้แก่ ยุโรป ซึ่งนิยมขิงแบบคละกันระหว่าง 3 นิ้ว และ 2 นิ้ว ที่อัตราส่วน 20 ต่อ 80 พันธุ์ขิงที่ปลูกในประเทศอินเดียแบ่ง 2 ประเภท คือ ขิงโคชิน เนื้อมีลักษณะสีน้ำตาลอ่อนหรือมีสีเหลืองปนเทา� และขิงคาลิกัต เนื้อมีกลิ่นคล้ายมะนาว มีสีส้มถึงน้ำตาลแดง คล้ายกับขิงแอฟริกา

    �������3. ขิงแอฟริกา เป็นขิงที่นำมาจากจาไมก้า แต่มีขนาดเล็กกว่า เปลือกด้านนอกเมื่อตากแห้งจะมีลักษณะเหี่ยวย่น สีน้ำตาลเทาเข้มกว่าขิงโคชินของอินเดีย และมีกลิ่นหอมแรงกว่า มีคุณสมบัติทางยาเหมือนขิงจาไมก้า แต่รสชาติไม่ดีเท่าขิงจาไมก้า ส่วนเนื้อขิงมีสีเหลืองอ่อนถึงสีน้ำตาลอ่อน แต่ขิงแอฟริกามีข้อเสีย คือ มีเส้นใยมาก ไม่เหมาะแปรรูปเป็นขิงผง

    �������4. ขิงจีน เป็นขิงมีแง่งสีขาว ไม่มีเส้นใยหรือเส้นใยน้อยมาก และมีกลิ่นหอมน้อยกว่าขิงจาไมก้า มีเนื้ออ่อน เหมาะสำหรับแปรรูปเป็นขิงดอง ไม่เหมาะนำมาเป็นยารักษาโรค

    �������5. ขิงญี่ปุ่น เป็นขิงที่มีแง่งเล็ก เปราะหักง่าย แต่มีเส้นใยน้อย ผิวเปลือกด้านนอกเรียบ มีสีขาว เนื้อขิงสีเหลืองอ่อนถึงน้ำตาลอ่อน มีกลิ่นหอมฉุนจัด และมีรสเผ็ด

    �������6. ขิงไทย เป็นขิงที่ปลูกในไทย แง่งขิงมีขนาดเล็ก แต่ให้กลิ่นหอมแรง เนื้อขิงมีสีเหลืองเข้ม


    ขิงไทยจำแนกตามขนาด ได้ดังนี้
    1. ขิงใหญ่ หรือขิงหยวก เป็นขิงที่มีลักษณะแง่งอวบใหญ่ ไม่ค่อยมีข้อ มีเนื้อมาก มีเส้นใยน้อย แต่ความเผ็ดต่ำ เนื้อขิงมีสีเหลืองอ่อน ตาแง่งกลม� นิยมเก็บในระยะขิงอ่อนสำหรับจำหน่ายเป็นขิงรับประทานสด


    2. ขิงเล็ก หรือขิงเผ็ด แง่งมีลักษณะเล็กสั้น ตากแง่ง และมีข้อมาก เนื้อเหนียวหยาบ สีเหลืองเข้ม และมีเส้นใยมาก ให้รสเผ็ด และมีกลิ่นฉุนมากกว่าขิงใหญ่ ปลายใบแหลมเรียว ใบ และลำต้นมีนาดเล็กกว่าขิงใหญ่ นิยมปลูกสำหรับการแปรรูป เช่น ขิงแห้ง ขิงผง สารสกัดจากขิง เป็นต้น

    ขิงเป็นพืชที่ชอบอากาศชื้น มีอุณหภูมิสูงพอสมควร พื้นที่ในการปลูกควรมีร่มเงากำบังบ้าง แหล่งปลูกขิงที่ดีควรมีระดับฝนตกเฉลี่ย 80-100 นิ้วต่อปี มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 4,000-5,000 ฟุต ดินที่เหมาะสมในการปลูก ควรเป็นดินร่วนปนทราย มีอินทรีย์วัตถุสูงพอสมควร การระบายน้ำดี มีความเป็นกรด - ด่าง ประมาณ 6-6.5 หากพบว่าดินเป็นกรดมากก็ให้ใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพดินประมาณ 200-400 กิโลกรัมต่อไร่
    ฤดูการปลูกขิง
    �������- การปลูกในฤดูฝน ขิงที่ปลูกขายกันไม่ว่าจะเป็นขิงอ่อนหรือขิงแก่ส่วนใหญ่จะเป็นขิงที่ปลูกในฤดูฝนเกือบทั้งหมดการปลูกขิงในฤดูฝนนี้นิยมปลูกต้นฤดูฝน ในระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปี
    �������- การปลูกนอกฤดูฝน โดยจะทำการปลูกในฤดูหนาว ประมาณเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์

    การปลูกขิง

    การเตรียมดิน การปลูกขิงแบ่งเป็น 2 พื้นที่คือ แบบพื้นราบ และที่เชิงเขาที่มีความราดเอียง การปฏิบัติคือทำการไถดินตาก 7 วัน พรวนดินให้ร่วนซุย การปลูกแบบพื้นราบยกร่องสูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร เป็นรูปสามเหลี่ยม ระยะห่างระหว่างร่องประมาณ 50-70 เซนติเมตร ส่วนพื้นที่ลาดเอียงเชิงเขา หลังจากไถดิน พรวนดินแล้วทำการยกร่อง หรือแหวกร่องไม่ลึกมาก แบบขั้นบันไดระยะห่างระหว่างร่องประมาณ 50-70 เซนติเมตร ก่อนปลูกควรใส่ปูนขาวประมาณ 200-400 กิโลกรัมต่อไร่ คลุกเคล้ากับดินก่อนยกร่อง รดน้ำทิ้งไว้ 15-30 วัน ค่อยลงมือปลูก

    การปลูก แบ่งตามลักษณะการปลูกได้ 2 วิธีคือ
    1. การปลูกโดยอาศัยน้ำฝน จากการเตรียมร่องแล้ว นำท่อนพันธุ์วางลงในหลุมปลูก หรือร่องที่แหวกไว้ ระยะห่างกันประมาณ 20-25 เซนติเมตร แล้วทำการกลบดิน และนำฟางข้าว ใบหญ้าคา หรือใบอ้อยคลุมในร่องปลูกอีกทีเพื่อป้องกันวัชพืชอื่นๆ ขึ้นรบกวน ช่วยบังแดดไม่ให้หน่ออ่อนไหม้ และช่วยเก็บความชื้น
    2. การปลูกโดยอาศัยน้ำชลประทาน โดยการปล่อยน้ำเข้าร่องที่ปลูก ส่วนการปลูกจะปลูกบนสันร่องที่สูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร โดยขุดหลุมลึกประมาณ 4-5 เซนติเมตร ระยะปลูกระหว่างกัน 30-35 เซนติเมตร ระหว่างแถวประมาณ 50-70 เซนติเมตร โดยไม่ต้องคลุมวัสดุต่างๆ

    �������
    การให้น้ำ ซึ่ง มีอยู่ 2 วิธีคือ แบบอาศัยน้ำฝน และการให้น้ำแบบชลประทาน โดยเฉพาะการให้น้ำแบบชลประทาน ก็พิจารณาการให้น้ำขิงไม่ให้เปียกมาก หากเปียกมากทำให้เน่าได้ และถ้าแห้งมากก็ทำให้แคระแกรน การเจริญเติบโตล่าช้าได้

    �������การใส่ปุ๋ย เกษตรกร บางรายจะใส่ปุ๋ยคอก เมื่ออายุขิงได้ 2 เดือนและเมื่อขิงอายุ 4 เดือน และจะใส่ปุ๋ยเคมีโดยใช้สูตร 15-15-15 เมื่ออายุ 2 เดือน และ 4 เดือนใช้สูตร 13-13-21 อัตรา 50 กก.ต่อไร่ เท่ากัน โดยจะพูนโคนขิงทุกครั้งที่ใส่ปุ๋ย ระวังอย่าให้ปุ๋ยเคมีถูกหัวพันธุ์ เพราะจะทำให้หัวพันธุ์เน่าได้

    �������การเก็บเกี่ยว สังเกตุดูว่าต้นขิง ใบขิง มีอาการเหลืองแสดงว่าขิงเริ่มแก่ จนอายุประมาณ 8-12 เดือน ก็ทำการถอนแล้วนำมาตัดต้นและแต่งแง่ง ล้างน้ำรอส่งเป็นขิงแก่ ส่วนการขายเป็นขิงอ่อน หากราคาดีจะถอนขายเมืออายุประมาณ 4-6 เดือน ส่วนมากจะอยู่ประมาณเดือน กรกฎาคม- สิงหาคม เมื่อถอนแล้วนำมาตัดต้นแต่งแง่งและล้างน้ำรอส่งตลาด



    การขยายพันธุ์ขิง

    การเตรียมท่อนพันธุ์ขิง
    เชื้อโรคแง่งเน่าที่เกิดจากแบคทีเรีย จะติดไปกับท่อนพันธุ์ขิงทำให้เกิดโรคระบาดในแปลงปลูก ดังนั้นต้องเตรียมท่อนพันธุ์ให้ดีอย่าให้เชื้อติดไป โดยปฏิบัติดังนี้
    1. เลือกท่อนพันธุ์ขิงจากแหล่งที่ไม่มีโรคระบาดมาทำพันธุ์ เป็นท่อนพันธุ์ ที่สมบูรณ์ ไม่มีร่อยรอยของการทำลายโรคและแมลง ข้อถี่ แง่งใหญ่ กลมป้อม ตาเต่ง เนื้อไม่นิ่ม ผิวเป็นมัน อายุประมาณ 10 - 12 เดือน
    2. ทำการตัดแบ่งท่อนพันธุ์ขนาด 2-3 ตา ด้วย มีดที่สะอาดฆ่าเชื้อโรคแล้ว โดยแช่มีดในน้ำยาฆ่าเชื้อโรคคือ แอลกอฮอล์ 70 % (แอลกอฮอร์ล้างแผล) หรือ คลอร็อกซ์ (น้ำยาฟอกผ้าขาว) หรือ น้ำยาไฮเตอร์ 10% แนะนำให้ใช้มีด 2 เล่ม ตัดหัวพันธุ์ขิงสลับกัน โดยใช้มีดเล่มแรกตัดหัวพันธุ์ขิงเสร็จกันก็เอามีดแช่น้ำยาไว้เมื่อจะตัดหัว พันธุ์ขิงต่อไปก็เอาเล่มแรกที่แช่น้ำยาไว้มาตัด ใช้มีดสลับกันตัดจะป้องกันเชื้อติดไปกับมีดตัดท่อนพันธุ์
    3. แช่หัวพันธุ์ขิงที่ตัดแล้วในน้ำยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย คือ ยาปฏิชีวนะ เตราซัยคลิน 40 แคบซูลต่อน้ำสะอาด 20 ลิตร เป็นเวลา 20-30 นาที นำขึ้น
    ผึ่งในที่ร่มให้แห้งน้ำยาที่ใช้แล้ว ห้ามทิ้งไว้ข้ามคืนหรือโดนแสงแดดจะเสื่อมคุณภาพดังนั้นจะต้องเตรียมน้ำยาทุก ครั้ง
    4. นำหัวพันธุ์มาแช่ยากันราและแมลงอีกครั้ง เช่น เมตาแลกซิล กันโรคโคนเน่าจากเชื้อรา อัตรา 40-50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร และยากันแมลง เช่น เพลี้ยหอย เพลี้ยแป้ง เช่น คลอร์ไพรีฟอส อัตรา 20-30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร และผสมสารจับใบด้วย จะช่วยให้ยาติดท่อนพันธุ์ดีขึ้น

    การเก็บเกี่ยวท่อนพันธุ์
    ทำการเก็บเกี่ยวท่อนพันธุ์เมื่ออายุ 10-12 เดือนหลังจากปลูก หรือสังเกตได้จากใบและลำต้นเริ่มเหี่ยวเฉา เมื่อขิงมีอายุย่างเข้าเดือนที่ 8 ในการเก็บเกี่ยวนั้นหากเป็นพื้นที่แห้งและแข็ง ให้รดน้ำที่แปลงเพื่อให้ดินอ่อนตัวก่อนจึงใช้มือดึงขึ้นมาก จากนั้นเขย่าดินออกทิ้ง ตัดรากและใบเหี่ยวออก แยกแง่งที่จะใช้สำหรับทำพันธุ์ โดยเลือกแง่งที่อวบใหญ่ปราศจากเชื้อโรค แมลง และไม่มีแผล

    การเก็บรักษาท่อนพันธุ์ (Seed rhizome)
    ขิงมีการพักตัว 1-3 เดือน จึงควรเก็บรักษาพันธุ์ขิงไว้ในที่เย็นและแห้ง โดยก่อนเก็บควรจุ่มสารเคมีป้องกันโรคและแมลงโดยนำหัวพันธุ์มาใส่ถุงตาข่าย ไนลอน และแช่ในน้ำยาเคมี เช่น แมนเซ็ทดี 30-40 กรัม/น้ำ20ลิตร ผสมด้วยเมตาแลกซิล 30-40 กรัม/น้ำ 20 ลิตร และคลอร์ไพริฟอส อัตรา 20-30 ml./น้ำ 20 ลิตร โดยแช่ไว้นาน 10-15 นาที ก่อนนำมาผึ่งให้แห้งแล้วเก็บไว้บนแคร่หรือชั้นในที่ร่มอากาศถ่ายเทได้สะดวก จนกว่าจะได้เวลาปลูกไม่ควรกองแม่พันธุ์ขิงไว้บนพื้นดิน เพราะจะทำให้เกิดโรคและแมลงติดมายังหัวพันธุ์ที่เก็บรักษาได้


    โรคพืชในขิง

    โรคเหี่ยวหรือแง่งเน่าที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย (bacterial wilt or rhizome rot of ginger)

    �����


    อาการโรค
    อาการในระยะเริ่มแรกหลังจากถูกเชื้อเข้าทำลาย ใบแก่ที่อยู่ตอนล่างๆ จะเหี่ยวตกลู่ลง ต่อมาจะม้วนเป็นหลอด และเหลือง อาการจะค่อยๆ ลามจากล่างสูงขึ้นไปยังส่วนบน ในที่สุดใบจะม้วนและเหลืองแห้งทั้งต้น บริเวณโคนต้นและหน่อที่แตกออกมาใหม่จะมีลักษณะช้ำฉ่ำน้ำ ซึ่งต่อมาจะเน่าเปื่อยหักหลุดออกมาจากแง่งโดยง่าย แต่จะไม่มีกลิ่นเหม็น เมื่อตรวจดูที่ลำต้นจะพบว่าส่วนที่เป็นท่อนํ้าท่ออาหาร จะถูกทำลายเป็นสีคลํ้าหรือนํ้าตาลเข้ม และมีเมือกของแบคทีเรียเป็นของเหลวสีขาวข้นคล้ายนํ้านมซึมออกมาตรงรอยแผล หรือรอยตัดของต้นหรือแง่งขิงที่เป็นโรค สำหรับแง่งจากต้นที่เพิ่งแสดงอาการโรคในระยะแรกหากนำขึ้นมาผ่าออกดู จะพบรอยชํ้าฉ่ำนํ้าเป็นปื้นๆ โดยเฉพาะแง่งที่ยังอ่อน ต่อมาอาการจะทวีความรุนแรงทำให้เนื้อขิงเปื่อยยุ่ยและสีคลํ้าขึ้น อาการเหล่านี้จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสภาพที่อากาศชื้นและร้อน ตั้งแต่เริ่มแสดงอาการจนทำให้ต้นหักพับตาย จะใช้เวลา 5-7 วัน เป็นอย่างช้า แต่ถ้าเป็นอาการที่เหี่ยว หรือเน่าที่เกิดจากเชื้อราหรือเชื้ออื่นๆ อาการจะค่อยๆ เป็น โดยต้นจะเหี่ยว ใบเหลือง แคระแกรนในระยะต้นๆ หรือหากพืชจะตายก็อาจต้องใช้เวลานานเป็นเดือนหรือกว่านั้น และจะไม่พบเมือกเหนียวขาวขุ่นที่บริเวณลำต้นหรือแง่งที่เน่าเหมือน แบคทีเรีย
    สาเหตุโรค : Pseudomonas solanacearum
    การป้องกันกำจัด
    1. เลือกใช้แง่งหรือท่อนพันธุ์ขิงที่สะอาดปราศจากเชื้อ หรือจากแหล่งที่ไม่เป็นโรค
    2.หากไม่แน่ใจว่าแง่งหรือท่อนพันธุ์ที่ใช้สะอาดปราศจากโรคที่สำคัญก่อนปลูกควรล้างแง่งขิงด้วยน้ำจนสะอาดเสียก่อนและระวังอย่าให้เกิดแผลถลอกหรือรอยช้ำขึ้นกับผิวหรือเปลือก
    3. หลีกเลี่ยงการปลูกขิงลงในดินที่มีโรคระบาดมาก่อนแม้จะในพืชอื่น เช่น มะเขือเทศ มันฝรั่ง พริก ยาสูบ มะเขือยาว ถั่วต่างๆ เช่น ถั่วลิสง ถั่วพุ่ม แม้แต่กล้วย

    โรคใบจุด (leaf spot)

    �����

    อาการโรค
    โรคใบจุดของขิงที่เกิดจากเชื้อราเป็นโรคที่จะพบระบาดแพร่หลายทั่วไปในเกือบจะทุกแห่งที่มีการปลูก บางครั้งก็อาจจะกลายเป็นโรคที่ทำความเสียหายรุนแรงหากสิ่งแวดล้อมเอื้ออำนวยและมีเชื้อแพร่ระบาดมาก มีผลทำให้ต้นโทรม ผลิตผลต่ำ แง่งมีขนาดเล็กนํ้าหนักเบา
    เชื้อราจะเข้าทำลายทั้งต้นและใบขิง เริ่มจากจุดช้ำฉ่ำนํ้าสีเหลือง ต่อมาจะค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเป็นแผลจุดวงกลมรีเล็กๆ ขนาดเท่าหัวเข็มหมุดไปจนครึ่งเซนติเมตร (1-5 มม.) เนื้อเยื่อตรงกลางจะแห้งบางเป็นสีขาวนวลหรือนํ้าตาลอ่อน ขณะเดียวกันก็จะพบว่ามีการสร้าง fruiting body เป็นจุดสีดำเล็กๆ ซึ่งเป็นที่เกิดของสปอร์ของราเกิดขึ้นที่บริเวณแผลด้วย จุดแผลเหล่านี้เมื่อเป็นนานๆ จะค่อยๆ บางลง จนในที่สุดจะขาดหลุดออกจากเนื้อใบทำให้เกิดอาการเป็นรูพรุนขึ้นทั่วไป ในฤดูฝนหรือช่วงที่มีความชื้นสูงรอบจุดแผลจะมีลักษณะช้ำฉ่ำน้ำสีเหลืองซีดเป็นวงคล้าย halo ล้อมอยู่โดย รอบ สำหรับที่ต้นและก้านใบแผลจะมีลักษณะเช่นเดียวกัน แต่จะไม่มีวง halo ล้อมรอบ ต้นและใบขิงที่แสดงอาการมากๆ จะโทรมใบเหลือง ขอบใบแห้ง มองเห็นได้จากระยะไกล แตกกอน้อย ให้แง่งและผลิตผลลดลง
    สาเหตุโรค : Phyllosticta zingiberi
    การป้องกันกำจัด
    1. เนื่องจากเชื้อ Phyllosticta sp. ก่อให้เกิดโรคกับต้นและใบพืช เชื้อจะมีลักษณะเป็น air-borne ปลิวอยู่ทั่วไปในอากาศ การป้องกันกำจัดโรคโดยการฉีดพ่นด้วยสารเคมีฆ่าเชื้อราต่างๆ เช่น�� แคปแทน ไธแรม ซีเน็บ มาเน็บ ไดเทน เอ็ม 45 หรือเบนเลท อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นครั้งคราว หรือเมื่อมีการระบาดของโรคเกิดขึ้นทุกๆ 5-7วัน ก็จะช่วยลดความเสียหายของโรคลงได้
    2. ขจัดทำลายวัชพืชที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับขิง พร้อมกับเศษซากต้น ใบขิงที่เป็นโรคให้หมดจากแปลงปลูก

    แมลงศัตรูขิง

    หนอนและตั๊กแตนกินใบ : กัดกินข้างในเปนรอยแหว่ง แก้ไขโดยพ่นดวยสารคาร์บาริล 85% ดับลิวพีอัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
    เพลี้ยไฟ : ใบแห้งจากปลายใบเข้าหาโคนใบ แก้ไขโดยพ่นด้วยสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซีอัตรา 50มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
    เพลี้ยแป้ง : แง่งขิงเป็นจุดกลม สีขาวขนาดเท่าหัวเข็มหมุดระบาดมากในระยะก่อนเก็บเกี่ยว แก้ไขโดย ก่อนปลกชุบหรือจุ่มทอนพันธุ์ด้วยสารมาลาไทออน 53% อีซีอัตรา 1 มิลลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร นาน 10 นาที

    การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันแพร่หลายในการขยายพันธุ์พืช เนื่องจากขยายพันธุ์ได้รวดเร็วและได้พืชปลอดโรค นอกจากการชักนําให้เกิดเป็นต้นในขวดแล้ว ยังชักนําพืชบางชนิดให้สร้างหัวได้ จึงเหมาะสําหรับการขยายพันธุ์พืชที่ใช้หัวหรือท่อนพันธุ์เพราะง่ายต่อการขนส่ง สะดวกต่อการเก็บรักษาเพื่อใช้ปลูกทั้งในและนอกฤดู ลดขั้นตอนการย้ายต้นพันธุ์ออกจากขวด สามารถนําหัวหรือท่อนพันธุ์จากขวดลงปลูกในสภาพธรรมชาติโดยมีอัตราการรอดชีวิตสูง ปัจจุบันทั่วโลกมีความสําเร็จในการผลิตหัวพันธุ์ขนาดเล็กในพืชหลายชนิด เป็นต้นว่า กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ ได้แก่ ลิลลี่ แกลดิโอลัส และกลุ่มพืชอาหาร ได้แก่มันฝรั่งและหัวหอม เป็นต้น


    การผลิตขิงปลอดโรค

    1. เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อขิงปลอดโรค
    คัดเลือกตาขิงจากแง่งขิงแก่ปลอดโรคที่ตรวจสอบโดยนักโรคพืชว่าไม่มีการเข้าทำลายของเชื้อโรคขิง� นำมาฟอกฆ่าเชื้อและเพาะเลี้ยง เนื้อเยื่อเพิ่มปริมาณต้นกล้าขิงและทำการตรวจสอบการเข้าทำลายของเชื้อโรคอีกครั้งก่อนนำต้นกล้าขิงออกปลูก

    ต้นกล้าขิงหยวกเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
    ในอาหารแข็ง

    ต้นกล้าขิงหยวกเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
    ในอาหารเหลวด้วยระบบ Bioreactor


    2.ย้ายต้นกล้าขิงออกปลูก
    นำขวดเนื้อเยื่อขิงออกวางให้เข้ากับสภาพบรรยากาศของโรงเรือนเพาะปลูกเป็นเวลา3-5 วัน แล้วทำการย้ายต้นกล้าออกปลูกโดยใช้ปากคีบดึงเบาๆ� ล้างวุ้นออกให้หมด แช่น้ำยาป้องกันเชื้อรา 15-20 นาที ปลูกบนวัสดุปลูกพีทมอสในถาดเพาะชำแล้วนำไปอนุบาลในตู้บ่มรักษาความชื้น เป็นเวลา 30 วัน
    เมื่อต้นตั้งตัวได้ดี แข็งแรง เริ่มแตกยอดใหม่ นำออกมาวางในโรงเรือนพรางแสง 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อต้นกล้าอายุ 2 เดือน ย้ายปลูกลงถุงขนาด 8 x 10 นิ้ว ใช้วัสดุปลูก แกลบเผา :ขุยมะพร้าว: ทราย : ปุ๋ยสูตร 16-16-16 อัตราส่วน 1:1:1:0.01 วางถุงปลูกในโรงเรือนยกพื้น� ปฎิบัติดูแลให้น้ำสม่ำเสมอ ถ้ามีโรคและแมลงให้ฉีดยาป้องกันกำจัด� ให้ปุ๋ยสูตร 16-16-16 ถุงละ 1 ช้อนชา ทุกเดือน จนอายุ 6 เดือน เปลี่ยนเป็นสูตร 13-13-21 จนอายุ 1 เดือน ก่อนเก็บเกี่ยว ให้หยุดใส่ปุ๋ย


    ต้นกล้าขิงในถาดเพาะชำ อายุ 1 เดือน

    ต้นกล้าขิงในถุงดำ อายุ 1 เดือน

    ต้นขิงอายุ 4 เดือน (ซ้าย) ต้นกล้าจาก Bioreactor (ขวา)

    ต้นกล้าจากอาหารแข็ง


    นอกจากนี้ขิงต้องการธาตุอาหารรองเช่นกันจึงควรฉีดพ่นทางใบทุก ๆ เดือนตามอัตราแนะนำเมื่อต้นขิงอายุ 10-12 เดือน� เก็บเกี่ยวหัวพันธุ์ขิงไปสุ่มตรวจโรคก่อนนำไปเป็นแม่พันธุ์ขิงปลอดโรคเพื่อปลูกหรือจำหน่ายในฤดูถัดไป�

    แง่งขิงต้นอายุ 4 เดือน จากต้นกล้าเพาะเลี้ยงระบบ Bioreactor

    แง่งขิงต้นอายุ 4 เดือน จากต้นกล้าเพาะเลี้ยงในอาหารแข็ง

    ต้นขิงอายุ 10-12 เดือน พร้อมเก็บเกี่ยว

    แง่งขิงจากต้นอายุ 12 เดือน



    ขิง( 0 รายการ )